Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit,
ความมั่นใจในฝีมือตัวเองเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ประกอบการ คนทำร้านส้มตำย่อมรู้ว่าสูตรของตนนั้นอร่อยจริง เจ้าของร้านลูกชิ้นทอดย่อมแนใจว่าน้ำจิ้มของตนเด็ดกว่าใคร ความเชื่อมั่นนั้นถูกต้องและเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกัน รายงาน Thailand SME Survival Rate Report 2025 จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้เปิดเผยความจริงอีกด้านที่น่ากังวล ธุรกิจเปิดใหม่ 1 ใน 2 ต้องปิดตัวลงในปีแรก ซึ่งเป็นบทเรียนจากกรณีศึกษาจริงจากรายงานวิจัยนี้ ความจริงของคนที่ล้มเหลวไปแล้วครึ่งหนึ่งล้วนเคยมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมไม่ต่างกัน และเคยถูกเยินยอว่าฝีมืออร่อยจนหาตัวจับยาก แล้วอะไรเป็นเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น ความจริงเกี่ยวกับตัวเลขในบัญชี ความจริงเกี่ยวกับการตลาดที่มองไม่เห็น และความจริงเกี่ยวกับจิตใจของลูกค้า ฟิลลิปส์จะพาไปทำความเข้าใจบทเรียนจากเจ้าของร้านกาแฟที่เชียงใหม่ที่ต้องปิดตัวลง หรือเจ้าของร้านอาหารตามสั่งที่ต้องยอมแพ้ เราจะไม่ตั้งคำถามกับความอร่อย แต่จะมองอีกมุมเพื่อเข้าใจในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูด



‘เกลียดใคร แนะนำให้เขาเปิดร้านอาหาร’ คำพูดนี้บ่งบอกสถานการณ์ของร้านอาหารในปี 2568 ได้อย่างชัดเจน จากธุรกิจที่เคยเป็นเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจ SMEs กลับกลายเป็นสนามที่ผู้ประกอบการต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางยอดขายที่ดิ่งเหว และการปิดกิจการที่พุ่งสูง ตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนปัญหาอย่างมีนัยสำคัญตลอดนปี 2568 โดยคาดว่ามีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ กว่า 700,000 แห่ง ยังไม่นับรวมร้านข้างทาง รถเข็น และร้านที่ยังไม่ได้จดแจ้งทะเบียนพาณิชย์อีกมหาศาล มูลค่าตลาดร้านอาหารเติบโตเพียง 2.8% จากปี 2567 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังระบุว่าธุรกิจร้านอาหารกลายเป็นธุรกิจที่มีสถิติการปิดกิจการติดอันดับ 1 ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เลิกกิจการมากที่สุด
ยอดขายในปี 2568 ทรุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยเฉลี่ยลดลง 14% จากปีก่อน อัตราการปิดกิจการภายใน 1 ปีสูงถึง 50% และอัตราการอยู่รอดโดยเฉลี่ยเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแค่ประคองตัวให้รอดก็แทบแย่ สมัยนี้แค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ สายป่านต้องยาวด้วย ซึ่งสวนทางกับยุคทองของร้านอาหารไทยตั้งแต่ช่วงปี 2558-2562 อย่างสิ้นเชิง ในยุคนั้นมูลค่าตลาดเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอัตราการปิดกิจการภายใน 1 ปีมีเพียง 20-30% เท่านั้น
ปัจจัยบวกรอบด้านในยุคทองได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร้านอาหารทยอยเจ๊งกันถ้วนหน้าในปี 2568 ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18-25% ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้น ค่าไฟฟ้าและน้ำที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันที่สูงขึ้น คนไทยลดการกินนอกบ้านลง 20% และราคาค่าเช่าพื้นที่ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่รุมเร้าผู้ประกอบการ แม้แต่เดลิเวอรี่ที่เคยเป็นเส้นชีวิตก็กลับกลายเป็นดาบสองคมด้วยค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่กินกำไรจนแทบไม่เหลือ สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมทรุดตัว ยอดขายของร้านอาหารหลายแห่งตกฮวบลงกว่า 40-50% หากติดตามข่าวสารจะพบว่ามีร้านดังหลายแห่งต้องปิดสาขาหรือเลิกกิจการทั้งหมดในช่วงครึ่งปีแรก เช่น เฮงหอยทอดชาวเล (สาขาไอคอนสยาม) คาโกโนะยะ (2 สาขา) ไอศกรีมทิพย์รส (สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน) ร้านอาหารริมผา ลาภิณ แพนด้า สุกี้ และข้าวมันไก่เจ๊โบว์ ร้านดังย่านบรรทัดทองที่ต้องปิดตัวลงหลังเปิดมานานกว่า 25 ปี
สภาพของธุรกิจร้านอาหารในทุกวันนี้เปรียบได้กับ ‘กบต้ม’ แนวคิดที่เปรียบเทียบสถานการณ์ที่องค์กรค่อยๆ เผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้นอย่างช้าโดยไม่ตระหนักถึงอันตรายจนสายเกินไป คล้ายกับกบที่ถูกใส่ในหม้อน้ำเย็นและค่อยๆ ถูกต้มโดยเพิ่มอุณหภูมิทีละน้อยจนมันไม่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าวิกฤตินี้อาจยืดเยื้ออีก 2-3 ปี ปัญหาค่อยๆ สะสม ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ค่าเช่าสูงขึ้น และยอดขายลดลง แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้น การปรับตัวที่ช้าและการไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา ทำให้เมื่อถึงจุดที่กำไรติดลบต่อเนื่องและเงินทุนหมุนเวียนหมด ร้านอาหารจำนวนมากจึงต้องปิดตัวลงไป
ปรากฏการณ์ลาออกของคนยุคใหม่มาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองเห็นได้ชัดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย ธุรกิจยอดฮิตที่คนมักจะเลือกทำหลังลาออกจากงานประจำมักหนีไม่พ้นของกินเล่นที่เริ่มต้นง่าย เช่น ร้านยำหรือส้มตำรสจัดจ้าน ร้านลูกชิ้นทอด หรือธุรกิจร้านกาแฟที่มักพบเห็นได้ทั่วไป แต่ธุรกิจเหล่านี้ก็เป็นกลุ่มที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุดเช่นกัน แรงผลักดันส่วนใหญ่มักมาจากความต้องการเป็นนายตัวเองโดยความเชื่อมั่นในฝีมือ แต่ในหลักการทาง R&D ที่แท้จริง การจะประสบความสำเร็จในขั้นแรกได้นั้นต้องผ่านการทดสอบทางประสาทสัมผัส (Sensory Test) เพื่อพิสูจน์ว่าอาหารนั้นถูกปากคนส่วนใหญ่จริง ไม่ใช่แค่ถูกปากคนทำเท่านั้น การมองเห็นความสำเร็จของคนอื่นแล้วทำตามๆ กันโดยขาดการวิเคราะห์ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงครามราคา และการเจ๊งหมู่ในที่สุด
ท่ามกลางวิกฤตการรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็นการรอวันตาย ทางรอดที่แท้จริงอยู่ที่การปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ข้อมูลชี้ชัดว่าลูกค้าในยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่รสชาติ แต่กำลังมองหาความคุ้มค่า และความสะดวกสบายสูงสุด ลืมความภักดีต่อแบรนด์ไปได้เลย เพราะว่าลูกค้า 88% กำลังมองหาโปรโมชันค่าอาหาร กอปรกับอีก 72% ต้องการช่องทางสั่งอาหารที่ง่ายที่สุด นี่ไม่ใช่แค่ 5 ข้อผิดพลาดทางความคิดที่นำไปสู่ความล้มเหลว แต่เป็น 5 สมรภูมิที่ต้องเอาชนะ หนึ่ง การบริหารเงินสดที่ผิดพลาด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักคำนวณต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบกับค่าเช่า แต่ลืม ต้นทุนแฝง มหาศาลที่รออยู่ สอง การไม่มีจุดยืนที่แตกต่าง เมื่อทุกร้านขายเหมือนกันไปหมด ลูกค้าก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องจงรักภักดี สาม ทำเลที่ตั้งที่ไม่เอื้ออำนวย การเปิดร้านในซอยลึกเพียงเพราะค่าเช่าถูกอาจทำให้ไม่มีวันถูกค้นพบ สี่ การตลาดที่ไม่เพียงพอ ในยุคนี้แค่เปิดเพจ Facebook ไม่เพียงพออีกต่อไป และห้า ความเหนื่อยล้าเกินกว่าที่คาดคิด การเป็นเจ้าของร้านหมายถึงการทำงานหนักกว่าตอนเป็นลูกจ้างหลายเท่า
ทางรอดที่ทำได้จริงจึงเป็นการปรับกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด หนึ่ง ปรับเมนูให้เหมาะสมโดยเน้นอาหารที่ให้กำไรสูงและเป็นที่นิยม การโปรโมตเมนูที่ทำกำไรได้ดีเพียงเมนูเดียวอาจเพิ่มรายได้ให้ร้านได้ถึงปีละแสนกว่าบาท สอง ลดต้นทุนวัตถุดิบโดยไม่ลดคุณภาพ ผ่านการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์หรือการควบคุมปริมาณการใช้ที่แม่นยำ การลดต้นทุนวัตถุดิบลงเพียง 5% อาจหมายถึงเงินสดในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้นหลายแสนบาทต่อปี และสาม ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ระบบ CRM ที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ย 18% และลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ได้ถึง 23% ในยุคนี้ คนที่ปรับตัวเก่งและใช้ข้อมูลเป็นเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้


ความฝันอยากมีธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเชียงราย หรือร้านอาหารตามสั่งสักร้าน อาจทำให้หลายคนมองข้ามตัวเลขแห่งความจริงไป มาดูความเป็นจริงดีกว่า สำหรับการเปิดร้านอาหารขนาดเล็กในสโคปเมืองเชียงราย เงินลงทุนก้อนแรกไม่ใช่แค่ค่าของ แต่เป็นเงินสำรองเพื่อประคองธุรกิจในช่วงแรก ประมาณการได้ตั้งแต่ 80,000 ถึง 150,000 บาท และยังต้องมีเงินสดหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนอีกอย่างน้อย 30,000 ถึง 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าภายใน 3 เดือนแรก ต้องเตรียมเงินสดไว้อย่างน้อย 170,000 ถึง 300,000 บาท จุดตัดสินใจแรกหรือจุด Cut Loss อยู่ตรงนี้ ถ้าสิ้นเดือนที่สามเงินที่หามาได้ยังไม่พอจ่ายค่าวัตถุดิบของวันถัดไปโดยไม่ต้องควักเงินเก็บ นั่นแปลว่าเป็นการทำงานฟรี ถึงเวลาทบทวนแผนแล้ว
แอปพลิเคชันส่งอาหารเคยดูเหมือนเป็นทางรอดสำหรับร้านอาหาร แต่ตอนนี้กลายเป็นสมรภูมิที่ไม่เคยมีความเท่าเทียมที่ผู้ประกอบการจำนวนมากล้มหายตายจากไป เริ่มจากกับดักที่เรียกว่า ค่า GP หรือส่วนแบ่งที่ดูเหมือนน้อยนิด เมื่อนำมาคำนวณกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงอยู่แล้ว มันกลับกัดกินกำไรจนแทบไม่เหลืออะไร ข้าวผัดกะเพราจานละ 50 บาทอาจถูกหักค่า GP ไป 15-17 บาท เหลือเงินเข้าร้านจริงๆ แค่ 33-35 บาท ซึ่งยังไม่รวมต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแก๊ส ค่ากล่องแพ็คเกจจิ้ง รวมไปถึงค่าแรงของตัวเอง ยังไม่นับรวมสงครามโปรโมชั่นที่แอปส่งอาหารฯ สร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญลด 50% หรือคูปองส่งฟรี ร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่เข้าร่วมก็แทบจะถูกทำให้อันตรธานหายไปจากหน้าแอปฯ ไปด้วยอัลกอริทึมจะดันร้านที่เข้าร่วมแคมเปญขึ้นมาก่อนเสมอ ผู้ประกอบการจึงถูกบีบให้ต้องยอมขาดทุน เพื่อแลกกับการมองเห็น ที่น่าเป็นข้อสังเกตุที่สุด คือ ข้อมูลลูกค้าทั้งหมดไม่ได้เป็นของร้าน แต่เป็นของแพลตฟอร์ม ร้านไม่เคยรู้เลยว่าใครเป็นลูกค้าสั่งประจำ ไม่มีทางสร้างความสัมพันธ์โดยตรงได้เลยจึงติดอยู่ในวงจรที่ต้องพึ่งพาแอปฯ อย่างสิ้นเชิง


หลายคนอาจคิดว่าคู่แข่ง คือ ร้านอาหารตามสั่งที่ใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้ว คู่แข่งที่จับตาสังเกตุมากที่สุดอาจอยู่แค่หัวมุมถนนถัดไป ร้านสะดวกซื้อได้วิวัฒนาการไปไกลเกินกว่าที่คิด พวกเขากำลังก้าวเข้ามาในพื้นที่เดียวกัน มีอาหารตามสั่งทำสดใหม่ในห้องติดแอร์เย็นๆ แค่ 40-50 บาท ในขณะที่ร้านข้างนอกต้นทุนพุ่งไปจานละ 60-70 บาทแล้ว แล้วอย่างนี้ร้านขายลูกชิ้น น้ำปั่น ร้านกาแฟ หรือร้านโชห่วยจะเอาอะไรไปสู้ด้วยเงินทุนที่จำกัด แค่พวกเขายอมขายขาดทุน 5 บาท เพื่อดึงลูกค้าเพียงเดือนเดียว ร้านเล็กๆ ในละแวกใกล้เคียงอาจต้องปิดตัวลงแล้ว ท่ามกลางสมรภูมิที่นี้ผู้ประกอบการรายย่อยควรจะหาช่องทางเอาตัวรอด นั่นคือ Live Commerce หรือการขายของผ่านไลฟ์สด ซึ่งใครจะคิดว่าการไลฟ์ตำส้มตำ หรือทอดลูกชิ้นจะกลายเป็นช่องทางสร้างยอดขายมหาศาลได้ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว กรณีศึกษาจากข่าว คือ ร้านยำกะเทยในต่างจังหวัดที่เริ่มจากการไลฟ์พูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง โชว์ความสดใหม่ของวัตถุดิบ และตำส้มตำ ยำต่างๆ ให้ดูกันแบบสดใหม่ ผลลัพธ์ คือ ยอดสั่งซื้อที่ทะลักเข้ามาจนทำไม่ทัน การไลฟ์สดไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่มันขายความจริงใจและความสัมพันธ์ที่แบรนด์ใหญ่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ลูกค้าไม่ได้แค่ซื้อยำ พวกเขาซื้อความสนุก ซื้อการได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน รวมถึงสนับสนุนคนที่พวกเขารู้สึกผูกพันด้วย
พื้นที่ของ Live Commerce อีกอย่างที่ไม่มีใครอยากพูดถึง อาจเป็นสภาวะหมดไฟ (Burnout) การไลฟ์สดไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่เป็นการแสดงที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล แรงกดดันที่ต้องไลฟ์ทุกวัน วันละหลายชั่วโมงเพื่อรักษายอดผู้ชม ทำให้ผู้ประกอบการหลายคนเหนื่อยล้าทั้งกาย และใจ และสอง วัฒนธรรม CF no CC หรือการสั่งซื้อเล่นๆ แล้วไม่ชำระเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับร้านอาหารที่เตรียมวัตถุดิบไว้แล้ว กอปรกับเศรษฐกิจดราม่า บางครั้งความสำเร็จในไลฟ์สดไม่ได้มาจากรสชาติอาหาร แต่มาจากการสร้างเรื่องราวดราม่าเพื่อเรียกยอดวิว ซึ่งอาจทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว และด้วยการพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมเพียงครั้งเดียวของ Facebook หรือ TikTok อาจทำให้ร้านที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นร้านร้างได้ในชั่วข้ามคืน รวมไปถึงต้นทุนแฝง ที่มองไม่เห็น ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เวลาที่ต้องเสียไปกับการจัดการออเดอร์ และตอบคำถามลูกค้า การไลฟ์สดจึงไม่ใช่ทางออกที่สวยหรูสำหรับทุกคน แต่เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่ต้องวางแผนทำความเข้าใจให้ชัดเจนไม่แพ้กัน


‘พี่ใจ’ หญิงวัยกลางคนในเชียงรายผู้มีความฝันอยากให้ ‘น้ำพริกหนุ่มสูตรคุณแม่’ ของตนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ หลังจากลาออกจากงานประจำก็ได้ทุ่มเงินเก็บก้อนสุดท้ายลงทุนทำน้ำพริกขายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยรสชาติที่จัดจ้านและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วจนผลิตแทบไม่ทัน ความฝันที่จะนำสินค้าไปวางขายในร้านของฝากชื่อดังในร้านของฝากเมืองเชียงราย และเมืองเชียงใหม่ เริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แล้ววันหนึ่งฝันร้ายก็มาเยือน เมื่อมีลูกค้าเพียงคนเดียวเกิดอาการท้องเสีย และร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเด็นเรื่องการไม่มีเลขสารบบอาหาร และสถานที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที สินค้าทั้งหมดที่ผลิตเก็บไว้ถูกอายัด และทำลายไป โดนโทษปรับเป็นเงินหลายหมื่นบาท พี่ใจไม่เคยรู้มาก่อนว่าการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายในวงกว้างนั้นต้องมีสถานที่ผลิตที่ได้มาตรฐาน Primary GMP ซึ่งต้องมีโครงสร้างอาคารที่ปิดมิดชิด แบ่งโซนผลิตชัดเจน และใช้วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย การจะปรับปรุงครัวหลังบ้านให้ผ่านมาตรฐานนั้นต้องใช้เงินลงทุนอีกหลายแสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เธอไม่มีทางหามาได้ในเวลาอันสั้น ความฝันที่กำลังจะโบยบินต้องร่วงหล่นลงมาในพริบตา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสมมติ แต่เป็นภาพสะท้อนของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่ต้องจบความฝันลง เพราะว่าไม่เข้าใจกำแพงที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะผ่านมาตรฐาน อย. ได้ ด่านต่อไป คือ เรื่องของบรรจุภัณฑ์แพ็คเกจจิ้ง หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่เอาสติกเกอร์สวยๆ มาแปะบนถุงพลาสติกก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงการจะนำสินค้าเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้านั้น ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน สวยงาม น่าซื้อ เช่น ถุงฟอยล์ หรือกล่องที่ออกแบบมาอย่างดี ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ราคาแพงมากด้วยค่าจ้างออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าหนึ่งตัวก็อาจเริ่มต้นที่ 3,000 ถึง 10,000 บาท ยังไม่รวมค่าผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อทดสอบตลาดจริง โดยการสั่งผลิตถุงฟอยล์พิมพ์ลาย 1,000 ชิ้นแรกอาจมีต้นทุนสูงถึง 15-25 บาทต่อชิ้น (รวมเป็นเงิน 15,000-25,000 บาท) ถ้าพี่ใจมีน้ำพริก 5 สูตร นั่นหมายถึง ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่อาจพุ่งสูงถึงหลักแสนบาทได้ในทันที จุดที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องยอมแพ้ด้วยเงินทุนทั้งหมดได้จมไปกับกำแพงที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์เป็นนักการตลาดมืออาชีพ ‘ฟิลลิปส์’ ช่วยบริหารจัดการดูแลงานขาย และการนำเสนอสินค้าเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าต่างๆ
ความฝันอยากเป็นนายตัวเอง แต่ไม่มีใครเคยเล่าให้ฟังถึงฝันร้ายที่รออยู่ปลายทาง ความล้มเหลวในธุรกิจไม่ได้จบแค่การเป็นหนี้ แต่มันกัดกินลึกไปถึงจิตใจด้วย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ในแต่ละปีคนไทยกว่า 5,000 คนเลือกจบชีวิตตัวเอง และเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งหมดมีสาเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ในปีหนึ่งมีคนนับพันที่ความฝันทางธุรกิจได้พังทลายลงพร้อมกับชีวิตของพวกเขา เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย มันสะท้อนผ่านกรณีศึกษาที่น่าสลดใจที่เราเห็นได้บ่อยครั้งตามหน้าข่าว
เคสที่หนึ่ง คู่รักหนุ่มสาวที่ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในเชียงใหม่ด้วยเงินเก็บและเงินกู้ก้อนโต พวกเขาต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง การแข่งขันจากแบรนด์ใหญ่ และสุดท้ายต้องเผชิญกับหนี้สินที่ท่วมท้น ความกดดันจากการถูกทวงหนี้และความรู้สึกผิดหวังได้นำไปสู่โศกนาฏกรรม เคสที่สอง ผู้ค้าออนไลน์รุ่นใหม่ที่เริ่มจากการขายขนมโฮมเมดจนประสบความสำเร็จ แต่เมื่อมีการแข่งขันสูงขึ้น มีการตัดราคากันอย่างรุนแรง และต้นทุนค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้น ทำให้สต็อกสินค้าจมและเงินทุนหมุนเวียนติดขัด ความเครียดจากการเป็นหนี้ได้นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และเคสสุดท้าย ทายาทรุ่นที่สามที่พยายามประคับประคองร้านโชห่วยของครอบครัว แต่ไม่สามารถสู้กับการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ได้ ความกดดันจากการต้องรักษามรดกไว้ และความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต เมื่อสังคมปัจจุบันยกย่องคนที่กล้าเสี่ยง แต่กลับตีตราคนที่ล้มเหลว ความกดดันนี้เป็นยาพิษที่ฆ่าคนอย่างช้าๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป การยอมรับว่าเหนื่อยหรือขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับฟังตลอด 24 ชั่วโมง
ความเชื่อว่าธุรกิจอาหารไม่มีวันตายเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ความจริงที่สมบูรณ์ก็คือ อาหาร ไม่เคยตาย แต่ ธุรกิจอาหาร ล้มหายตายจากไปทุกวัน บทเรียนราคาแพงจากเคส ธุรกิจร้านอาหารเจ๊ง นับหมื่นตอกย้ำความจริงข้อหนึ่ง ธุรกิจที่ล้มเหลวไม่ได้มาจากฝีมือ แต่มาจากมุมมองที่ขาดหายไป ชัยชนะในสนามรบนี้ไม่ได้วัดกันที่รสชาติ แต่วัดกันที่ กลยุทธ์ธุรกิจอาหาร การบริหาร และการตลาด ตอนนี้เมื่อได้เห็นอีกด้านของความจริงแล้ว คำถามสุดท้ายไม่ใช่ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะเลือกเป็นแค่ คนทำอาหารอร่อย หรือจะลุกขึ้นมาเป็น นักธุรกิจอาหารที่ประสบความสำเร็จ
© All rights reserved 2024-2025 | ฟิลลิปส์ – ศุภชัย ไหลงาม